web2.0

12 Oct

พัฒนาการอินเทอร์เน็ต Web 2.0

  • โลกออนไลน์กลายเป็นตลาดใหม่ของระบบเศรษฐกิจ (e-commerce) ซึ่งผู้ค้าสามารถวางขายสินค้าที่หลากหลาย และมีความเฉพาะตัวสูงไปได้พร้อมกัน โดยมั่นใจได้ว่า กลุ่มผู้ซื้อที่เหมาะสมจะสามารถเข้าถึงหน้าร้านออนไลน์นี้จากทั่วทุกมุมโลก
  • การแพร่หลายของ Blog, Twitter, Facebook, Youtube, Slideshare ทำให้ผู้คนสามารถเผยแพร่เนื้อหา (Content) ของตนไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ให้ผู้คนรับรู้ได้ง่ายๆ
  • Google ช่วยค้นหาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนของการติดต่อสื่อสารลดลงเรื่อยๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้อง “ตัดลูกค้าทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย”

ยุคใหม่ที่เรียกว่ายุค Web 2.0 และ Globalozation 3.0 ตัวแปรด้านดีมานด์มีความสำคัญมากกว่าตัวแปรด้านซัปพลาย

ประโยชน์ของการค้าแบบ Long tail

Company View

  • ลดต้นทุนในการเข้าถึงลูกค้า
  • ช่วยบริหารสินค้าคงคลัง
  • ช่วยทำให้สินค้าตอบสนอง

    ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niches)

  • เพิ่มยอดขายและกำไร

Customer View

  • ลูกค้าหาสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
  • ลูกค้าหาสินค้าเหมาะกับความต้องการของตนเอง (Customize)

การค้าออนไลน์ – ลดต้นทุน

ต้นทุนต่ำ – ต่อ

  • ปรากฏการณ์ “การขายปลีก(retail) และสินค้าคงคลัง”
  • amazon.com มีรายชื่อหนังสือและสื่อต่างๆมากมายนำเสนอ ไม่เฉพาะแต่หนังสือที่ได้รับความนิยม แต่ไม่มีระบบคลังสินค้า (ร้านจะสั่งหนังสือก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาเท่านั้น)
  • amazon จัดทำสถิติยอดขายหนังสือทางเว็บ ปรากฏว่ายอดรวมของการซื้อหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือยอดนิยมซึ่งเป็นสินค้าส่วนหางที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน จนส่งผลให้ยอดจำหน่ายรวมเท่ากัน หรือบางครั้งก็สูงกว่ายอดขายของสินค้ายอดนิยม
  • แสดงให้เห็นถึงคลื่นพลังของความต้องการเฉพาะ ที่โลกออนไลน์ ที่ทำให้ข้อจำกัดทางการค้าถูกแก้ไข

Web2.0

  • “Web 2.0” เริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากงานประชุม O’Reilly Media Web 2.0 ปี 2547
  • Web 2.0 เป็นคำที่ถูกคิดขึ้นมาอธิบายถึงลักษณะของเทคโนโลยีเวิลด์ไวด์เว็บ และการออกแบบเว็บไซต์ในปัจจุบัน ที่มีลักษณะส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วม และแบ่งปันข้อมูล เช่น บล็อก เครือข่ายสังคมออนไลน์  วิกิ

Web2.0
Google Adsense ระบบโฆษณาเป็นลิงค์ตามแต่คำที่ผู้ใช้ค้นหา
flickr.com เว็บอัลบั้มเก็บและแชร์รูปออนไลน์ที่มีการโยงใยเป็นชุมชน ส่งต่อรูปกันง่าย
BitTorrent ระบบที่ผู้ใช้ต่างก็ดาวน์โหลดไฟล์จากกันและกันเอง
wikipedia.com เว็บสารานุกรมที่ผู้ใช้บัญญัติคำกันเอง ให้ความหมายกันเอง และแก้ไขคำของคนอื่นได้ตลอดเวลา
Blog เขียนง่าย ใส่รูป เสียง คลิปได้ง่ายๆ เหมือนส่งเมล เผยแพร่ส่งต่อได้กว้างขวาง
SEO (Search Engine Optimization) ลงทุนกับเทคนิคทำให้ลิงค์เว็บบริษัทตัวเองได้อยู่หน้าแรกบนๆ ใน Google, เสิร์ชอื่นๆ

คุณลักษณะของเว็บ 2.0

  1. หลังจากที่ดอตคอมในยุคนั้นได้ล่มสลายลงไป แนวคิดของการสร้างสรรค์ธุรกิจเว็บไซต์ และการออกแบบต่าง ๆ ได้มีพัฒนาการที่สำคัญเพิ่มขึ้นเช่น เรื่องความน่าสนใจของแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ รวมถึงวิธีการดำเนินธุรกิจออนไลน์ด้วยแนวทางใหม่ๆ จึงได้กำหนดคุณลักษณะของเว็บ 2.0 ดังนี้
  2. ลักษณะเนื้อหามีการแบ่งส่วนบนหน้าเพจเปลี่ยนจากข้อมูลก้อนใหญ่มาเป็นก้อนเล็ก
  3. ผู้ใช้สามารถเข้ามาจัดการเนื้อหาบนหน้าเว็บได้และสามารถแบ่งปันเนื้อหาที่ผ่านการจัดการให้กับกลุ่มคนในโลกออนไลน์ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมออนไลน์สังคมออนไลน์เกิดความเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น เกิดกิจกรรมบนนั้นมากขึ้น
  4. เนื้อหาจะมีการจัดเรียง จัดกลุ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม
  5. เกิดโมเดลทางธุรกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และทำให้ธุรกิจเว็บไซต์กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล
  6. การบริการ คือ เว็บที่มีลักษณะเด่นในการให้บริการหลาย ๆ เว็บไซต์ที่มีแนวทางเดียวกัน

คุณสมบัติ Web 2.0

  1. ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมีส่วนร่วมในการใช้/จัดทำเว็บไซต์มากขึ้น สามารถสร้าง content ของเว็บไซต์ขึ้นมาได้เองหรือสามารถ tag content ของเว็บไซต์ เช่น  Flickr, Youtube, Wiki
  2. RIA (Rich Internet Application) มีส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (user interface) ที่ดียิ่งขึ้น (views) ทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ใช้ง่าย (experience) และการมีการสื่อสาร มีปฎิสัมพันธ์ (interactivity) เน้นการนำเสนอในแบบภาพมากกว่าตัวอักษร เช่น คุณสมบัติ drag & drop ซึ่งใช้กับใน desktop application ทั่วๆไป ก็สามารถใช้ได้บนเว็บเช่นกัน โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการสร้าง RIA เช่น Flash
  3. การผสมผสาน ความสามารถหรือข้อมูลของเว็บใดเว็บหนึ่งมาใช้ร่วมในการจัดทำเว็บเพจ (mash-up) เช่น RSS, Google maps,  Lobo(Chat)
  4. Tim O’Reilly ได้แสดงตัวอย่างของระดับของ Web 2.0 ออกเป็นสี่ระดับ ดังนี้
  5. ระดับ 3 – ระดับของการใช้งานจากผู้ใช้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นลักษณะของการสื่อสารของมนุษย์ภายใต้เว็บไซต์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น Wikipedia Skype E-bay Craigslist
  6. ระดับ 2 – ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อนำมาใช้งานออนไลน์ นั้น จะมีประโยชน์มากขึ้นจากการเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน เช่น Flickr การใช้งานเชื่อมโยงระหว่างภาพ และเช่นเดียวกันระหว่างผู้ใช้งาน
  7. ระดับ 1 – ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แต่มีความสามารถเพิ่มขึ้นมีนำมาใช้งานออนไลน์ ตัวอย่างเช่น Google Docs และ iTunes
  8. ระดับ 0 – ระดับที่สามารถใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น Mapquest และ Google Maps
  9. โดยลักษณะที่เด่นชัดของ Web 2.0 นั้น จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาและการโต้ตอบระหว่างผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน แทนที่จากระบบเว็บแบบเก่า ที่เป็นลักษณะของการให้บริการอ่านอย่างเดียว โดยรวมไปถึงการรวดเร็ว และการง่ายดายของการส่งข้อมูล แทนที่แบบเก่าที่ต้องจัดการผ่านเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งบล็อกและเว็บที่ให้บริการอัปโหลดภาพถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างของ Web 2.0 ที่ให้เห็นได้ทั่วไป ที่มีการให้บริการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการใช้งานที่ง่าย โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์แต่อย่างใด เห็นได้ว่าลักษณะของ Web 2.0 นั้นก่อให้เกิดการสร้างเนื้อหา ที่รวดเร็ว และมีการแบ่งปันข้อมูลที่ง่ายขึ้น โดยลักษณะของเว็บเปลี่ยนจากทางเน้นหนักทางด้านเทคนิค ไปในด้านข้อมูลข่าวสารแทนที่ และก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านธุรกิจต่อมา

Perception of Library 2005

การใช้ห้องสมุด

96% เคยใช้อย่างน้อย 1 ครั้ง

51% เคยใช้ Instant Messaging

30% ไม่เคยทราบว่ามีบริการ
ฐานข้อมูลออนไลน์

สาเหตุที่ไม่เคยใช้เว็บไซต์ห้องสมุด

        1. ไม่ทราบว่ามีการจัดทำ

        2. เว็บไซต์อื่นให้ข้อเท็จจริงที่ดีกว่า

        3. หาเว็บไซต์ไม่พบ

Editorial, Lawrence (KS) Journal World 10/06

  • Libraries are inefficient    ไร้ประสิทธิภาพ
  • Libraries are limited          มีข้อจำกัด วัฒนธรรม นโยบาย
  • Libraries are obsolete        หมดสมัย

Lib 2.0 และ องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ

  1. มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง  ผู้ใช้ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาเนื้อหาและบริการให้สอดคล้องตามความต้องการของผู้ใช้
  2. จัดให้มีการใช้ทรัพยากรในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ และสื่อเสียง ทั้งนี้ในอนาคตห้องสมุดแบบกายภาพจะลดลง และห้องสมุดเสมือนจะมีบทบาทมาก
  3. สร้างสังคมการสื่อสาร จัดให้มีการสื่อสาร 2 ทางระหว่างผู้ใช้ และผู้ใช้ และ ผู้ใช้กับผู้บริการ ทั้งการสื่อสารทางเดียว (asynchronous) เช่น wikis และ การมีปฎิสัมพันธ์ (synchronous) เช่น IM
  4. การสร้างสรรค์สังคม  ห้องสมุดเป็นสถาบันบริการสาธารณะ จึงต้องมีความเข้าใจสภาพการปรับเปลี่ยนของสังคมที่ให้บริการ แต่ไม่ใช่บรรณารักษ์เท่านั้น ผู้ใช้จะต้องมีส่วนร่วมด้วยในการปรับเปลี่ยน โดยต้องคำนึงต่อสังคมส่วนรวม พร้อมๆ กับความต้องการส่วนบุคคล

 

 

Web/Library 2.0

เป็นรูปแบบใหม่ของบริการห้องสมุด

  • เป็นเว็บแห่งการมีส่วนร่วม
  • มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างมีวัตถุประสงค์และต่อเนื่อง
  • ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมกับการให้บริการของห้องสมุดผ่านระบบห้องสมุดอัตโนมัติ เช่น User Comment, Tag และ Rating Feed User-created Content

OPAC 2.0

        ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมกับการให้บริการของห้องสมุดผ่านระบบห้องสมุดอัตโนมัติ เช่น User Comment, Tag และ Rating Feed User-created Content

การพัฒนาบุคลากรในการใช้ Web 2.0

  1. Start a library blog (เริ่มจากการมีบล็อกห้องสมุดเสียก่อน) เพราะว่าการทำบล็อกถือเป็นการแชร์ความรู้ แชร์ความคิด นอกจากนี้ยังสามารถสร้างชุมชนหย่อมๆ ได้อีกด้วย และขั้นตอนในการสร้าง หรือสมัครบล็อกทำได้ง่ายกว่าวิธีอื่น
  2. Create an Emerging Technology Committee ตั้งกลุ่มคณะกรรมการด้านเทคโนโลยีในห้องสมุด เพื่อที่จะได้มีกลุ่มคนที่เชียวชาญด้านเทคโนโลยีคอยแนะนำในการทำงานด้านต่างๆ โดยทั่วไปก็อาจจะดึงงานที่เกี่ยวข้องมาเป็นคณะกรรมการก็ได้ เช่น ส่วนงานไอที ส่วนงานพัฒนาระบบห้องสมุด ส่วนงานโสตฯ ฯลฯ
  3. Train staff to use an RSS aggregator จัดฝึกอบรม และให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการใช้ RSS
    Experiment and use 2.0 Tools  รู้จักเครื่องมือ และหัดใช้งานเว็บไซต์ 2.0 ทั้งหลาย เช่น wikipedia, youtube, slideshare,…..เมื่อบรรณารักษ์เกิดความเคยชินแล้วการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในห้องสมุดก็จะเป็นการง่าย

Implement IM reference การนำระบบ IM (Instant Messenger) มาใช้ในห้องสมุด อ่านบทความเรื่อง

Blog – Explicit Knowledge

  • สมุดบันทึกของแต่ละบุคคล
  • เว็บไซต์เพื่อเขียนบันทึกเล่าเรื่องราว
  • เรียงไล่ลำดับย้อนหลังตามวันเวลาการเขียนไปเรื่อยๆ
  • มักจะมีการลิงค์ในเนื้อหา หรือ รวมลิงค์
  • แยกแยะเป็นกลุ่มๆ ตามหัวข้อหลักที่ผู้เขียนสร้างขึ้น
  • มีการเสนอความคิดเห็นต่างๆ เพิ่มเติม

                ช่องทางให้ผู้ใช้บริการที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน (Community) สามารถติดต่อ เผยแพร่และแบ่งปันความรู้ระหว่างกันได้

  • RSS มีวิธีการกระจายข่าวสารโดยกำหนดให้ผู้ที่ต้องการจะกระจายข่าวสารทำการสร้าง RSS Feed ซึ่งเป็นไฟล์ที่อยู่ในรูปแบบของ XML ขึ้นมาไว้บนเซิร์ฟเวอร์ และนำลิงค์ของไฟล์นั้นแจกจ่ายให้กับผู้ที่ต้องการติดตามข่าวสารจากผู้กระจายข่าวสาร ขั้นตอนถัดมาผู้ที่ต้องการจะติดตามข่าวสารจะต้องทำการสมัครหรือลงทะเบียนกับ RSS Feed นั้นๆ โดยใช้ RSS Reader ซึ่งจะเป็นตัวดึงข่าวสารจากต้นทางหรือผู้กระจายข่าวสารแล้วส่งไปยังปลายทางหรือผู้ติดตามข่าวสารเป็นระยะๆ โดยที่ผู้ติดตามข่าวสารไม่จำเป็นจะต้องทำการตรวจสอบจากหน้าเว็บไซต์ด้วยตนเองเพียงเพื่อต้องการจะทราบว่ามีข้อมูลใหม่ๆหรือข่าวสารใหม่ๆหรือไม่
  • ติดตามข่าวทันเหตุการณ์

Podcasting

   การบันทึกเสียงหรือการนำไฟล์เสียงขึ้นไปเก็บบนเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้สนใจดาวน์โหลดมาฟัง 

Social  Networking

Social Network  คือ  บริการผ่านเว็บไซต์ที่เป็นจุดโยงระหว่างบุคคลแต่ละคนที่มีเครือข่ายสังคมของตัวเองผ่านเน็ตเวิร์คอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเชื่อมโยงบริการต่างๆ อย่าง Mail, Massager, Webbord, blog ฯลฯ เข้าด้วยกัน 

เอาเทคโนโลยีเดิมมาจับประเด็นสังคมที่ทุกคนมีกลุ่มทางสังคม  เพราะแต่ละคนทุกวันนี้ มีกลุ่มทางสังคมที่ซับซ้อนมาก (กลุ่มเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท, เพื่อนสมัย ม.ปลาย ฯลฯ)  กลุ่มที่มีความสนใจร่วมกันทำอะไรเหมือนๆ กัน ที่พร้อมจะจับกลุ่มรวมตัวกันทำให้เกิดเป็น Social Network

Yahoo! Messenger, Google Talk, MySpace, Facebook, Hi 5, Twitter, Windows Live Messenger

Social Networking Sites

  • aSmallWorld
  • Bebo (AOL)
  • Boomj
  • Classmates
  • Cyworld
  • Facebook
  • Flickr
  • Friendster
  • hi5
  • LinkedIn
  • Mixi
  • MySpace
  • orkut
  • Ning
  • Twitter
  • Y! Mash
  • Youtube

Twitter

Twitter คือเว็บไซต์ที่ให้บริการ Micro-Blog ซึ่งสามารถให้เจ้าของเว็บส่งข้อความของตนเองให้กลุ่มผู้ติดตาม (follower) twitter ไม่เกิน 140 ตัวอักษร และสามารถอ่านข้อความของกลุ่มหรือผู้ที่ต้องการติดตามอยู่ได้  twitter และทุกครั้งที่ลงข้อความจะมีการส่งไปยังกลุ่มอัตโนมัติ

                มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เขียน สามารถอัพเดทข้อความ (Tweet) ได้ง่าย และจากที่ไหนก็ได้ เช่น จากเว็บไซต์ บนโปรแกรมที่ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์  โทรศัพท์มือถือ

What is a wiki?

                วิกิ หรือ วิกี้ (wiki) คือลักษณะของเว็บไซต์แบบหนึ่งที่อนุญาต ให้ผู้ใช้ เพิ่มและแก้ไขเนื้อหาได้โดยง่าย ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนเพื่อแก้ไข ด้วยความง่ายในการแก้ไขและโต้ตอบ วิกิเว็บไซต์มักจะถูกนำมาใช้ในการร่วมเขียนบทความ

  • ระบบจัดการเนื้อหา (Content management system)
  • การจัดทำ พัฒนาเนื้อหาทำได้โดยสะดวก และไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน
  • ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในพัฒนาเนื้อหา
  • Wikis เป็นเพียงหน้าที่ว่างเปล่าเมื่อเริ่มต้น
  • เอกสารที่ปรากฏใน WiKi จัดทำเป็น Hyperlinks
  • ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ และทุกคนสามารถเข้าแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาได้
  • จัดทำเป็นฐานข้อมูล

องค์ประกอบของ Wiki (Wiki Component)

  • สามารถแก้ไขได้ http://www.libsuccess.org/
  • มีพื้นที่ใช้สำหรับแสดงความคิดเห็น (Discussion area )ในแต่ละเรื่อง
  • แสดงรายการเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ปรากฏในแต่ละเรื่อง (version control)
  • แสดงรายการที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทุกเรื่อง

Social Bookmarking

Social tagging applications  Delicious  Tagging, and tag clouds

  • เก็บและแบ่งปัน (store and share)
  • รวมแหล่งนิยม (A collection of favorites-yours and everyone else’s )
  • สามารถเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ (Access from anywhere )
  • จัดการโดยกำหนดคำอิสระ (Organize with TAGS-your own keywords )

Social Bookmarking

  • การเก็บเว็บเพื่อใช้ (Social Bookmarking)  การคั่นหน้าแบบรวมกลุ่ม
  • บริการบนเว็บไซต์ที่จัดเก็บเว็บและเผยแพร่เป็นสาธารณะอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์
  • มีการจัดเก็บ แบ่งหมวดหมู่  และค้นหาลิงก์ด้วยเทคนิค Floksonomy บนอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต

โปรแกรมโลกเสมือนสามมิติ  (3D Virtual World)

  • โปรแกรมสร้างสังคมโลกเสมือนจริงที่คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ขึ้นมา และเข้าไปดำเนินชีวิตในชุมชนออนไลน์แบบกราฟิกสามมิติ บนอินเทอร์เน็ต  สามารถ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เหมือนกับอยู่ในโลกจริง เช่น เข้าเรียนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย  การดำเนินธุรกิจ การค้าขาย การธนาคาร หรือกิจกรรมทางสังคม เช่น การแต่งงาน การจัดพิธีทางศาสนา โปรแกรมสร้างโลกเสมือนสามมิติ มีข้อแตกต่างจากเกม เช่น World of Warcraft หรือ Zim City  คือ ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาเองได้ เช่น อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ เสื้อผ้า มีสกุลเงินใช้เอง มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน และเป็นที่ยอมรับในการเป็นตัวตน และเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมายของโลกจริงตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Right)  เช่น  ในรัฐ โอ๊คคาโฮม่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ระบุให้มีการโอนทรัพย์สินเสมือน (Virtual Property) ในพินัยกรรมได้ 

Virtual Reality

  • ความเป็นจริงเสมือน หรือ เวอร์ชวลเรียลลิตี (virtual reality) หรือย่อว่า วีอาร์ (VR) เป็นสภาพแวดล้อมที่จำลองโดยคอมพิวเตอร์ สภาพแวดล้อมในความเป็นจริงเสมือนส่วนมากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สิ่งที่เกี่ยวกับการมองเห็น แสดงทั้งบนจอคอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์แสดงผลสามมิติ     แต่การจำลองบางอันยังรวมไปถึงข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสด้วย เช่น เสียงจากลำโพงหรือหูฟัง เป็นต้น

สรุป

พัฒนาการอินเทอร์เน็ต Web 2.0

  • โลกออนไลน์กลายเป็นตลาดใหม่ของระบบเศรษฐกิจ (e-commerce) ซึ่งผู้ค้าสามารถวางขายสินค้าที่หลากหลาย และมีความเฉพาะตัวสูงไปได้พร้อมกัน โดยมั่นใจได้ว่า กลุ่มผู้ซื้อที่เหมาะสมจะสามารถเข้าถึงหน้าร้านออนไลน์นี้จากทั่วทุกมุมโลก
  • การแพร่หลายของ Blog, Twitter, Facebook, Youtube, Slideshare ทำให้ผู้คนสามารถเผยแพร่เนื้อหา (Content) ของตนไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ให้ผู้คนรับรู้ได้ง่ายๆ
  • Google ช่วยค้นหาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนของการติดต่อสื่อสารลดลงเรื่อยๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้อง “ตัดลูกค้าทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย”

ยุคใหม่ที่เรียกว่ายุค Web 2.0 และ Globalozation 3.0 ตัวแปรด้านดีมานด์มีความสำคัญมากกว่าตัวแปรด้านซัปพลาย

ประโยชน์ของการค้าแบบ Long tail

Company View

  • ลดต้นทุนในการเข้าถึงลูกค้า
  • ช่วยบริหารสินค้าคงคลัง
  • ช่วยทำให้สินค้าตอบสนอง

    ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niches)

  • เพิ่มยอดขายและกำไร

Customer View

  • ลูกค้าหาสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
  • ลูกค้าหาสินค้าเหมาะกับความต้องการของตนเอง (Customize)

การค้าออนไลน์ – ลดต้นทุน

ต้นทุนต่ำ – ต่อ

  • ปรากฏการณ์ “การขายปลีก(retail) และสินค้าคงคลัง”
  • amazon.com มีรายชื่อหนังสือและสื่อต่างๆมากมายนำเสนอ ไม่เฉพาะแต่หนังสือที่ได้รับความนิยม แต่ไม่มีระบบคลังสินค้า (ร้านจะสั่งหนังสือก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาเท่านั้น)
  • amazon จัดทำสถิติยอดขายหนังสือทางเว็บ ปรากฏว่ายอดรวมของการซื้อหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือยอดนิยมซึ่งเป็นสินค้าส่วนหางที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน จนส่งผลให้ยอดจำหน่ายรวมเท่ากัน หรือบางครั้งก็สูงกว่ายอดขายของสินค้ายอดนิยม
  • แสดงให้เห็นถึงคลื่นพลังของความต้องการเฉพาะ ที่โลกออนไลน์ ที่ทำให้ข้อจำกัดทางการค้าถูกแก้ไข

Web2.0

  • “Web 2.0” เริ่มเป็นที่รู้จักหลังจากงานประชุม O’Reilly Media Web 2.0 ปี 2547
  • Web 2.0 เป็นคำที่ถูกคิดขึ้นมาอธิบายถึงลักษณะของเทคโนโลยีเวิลด์ไวด์เว็บ และการออกแบบเว็บไซต์ในปัจจุบัน ที่มีลักษณะส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วม และแบ่งปันข้อมูล เช่น บล็อก เครือข่ายสังคมออนไลน์  วิกิ

Web2.0
Google Adsense ระบบโฆษณาเป็นลิงค์ตามแต่คำที่ผู้ใช้ค้นหา
flickr.com เว็บอัลบั้มเก็บและแชร์รูปออนไลน์ที่มีการโยงใยเป็นชุมชน ส่งต่อรูปกันง่าย
BitTorrent ระบบที่ผู้ใช้ต่างก็ดาวน์โหลดไฟล์จากกันและกันเอง
wikipedia.com เว็บสารานุกรมที่ผู้ใช้บัญญัติคำกันเอง ให้ความหมายกันเอง และแก้ไขคำของคนอื่นได้ตลอดเวลา
Blog เขียนง่าย ใส่รูป เสียง คลิปได้ง่ายๆ เหมือนส่งเมล เผยแพร่ส่งต่อได้กว้างขวาง
SEO (Search Engine Optimization) ลงทุนกับเทคนิคทำให้ลิงค์เว็บบริษัทตัวเองได้อยู่หน้าแรกบนๆ ใน Google, เสิร์ชอื่นๆ

คุณลักษณะของเว็บ 2.0

  1. หลังจากที่ดอตคอมในยุคนั้นได้ล่มสลายลงไป แนวคิดของการสร้างสรรค์ธุรกิจเว็บไซต์ และการออกแบบต่าง ๆ ได้มีพัฒนาการที่สำคัญเพิ่มขึ้นเช่น เรื่องความน่าสนใจของแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ รวมถึงวิธีการดำเนินธุรกิจออนไลน์ด้วยแนวทางใหม่ๆ จึงได้กำหนดคุณลักษณะของเว็บ 2.0 ดังนี้
  2. ลักษณะเนื้อหามีการแบ่งส่วนบนหน้าเพจเปลี่ยนจากข้อมูลก้อนใหญ่มาเป็นก้อนเล็ก
  3. ผู้ใช้สามารถเข้ามาจัดการเนื้อหาบนหน้าเว็บได้และสามารถแบ่งปันเนื้อหาที่ผ่านการจัดการให้กับกลุ่มคนในโลกออนไลน์ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมออนไลน์สังคมออนไลน์เกิดความเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น เกิดกิจกรรมบนนั้นมากขึ้น
  4. เนื้อหาจะมีการจัดเรียง จัดกลุ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม
  5. เกิดโมเดลทางธุรกิจที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และทำให้ธุรกิจเว็บไซต์กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล
  6. การบริการ คือ เว็บที่มีลักษณะเด่นในการให้บริการหลาย ๆ เว็บไซต์ที่มีแนวทางเดียวกัน

คุณสมบัติ Web 2.0

  1. ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมีส่วนร่วมในการใช้/จัดทำเว็บไซต์มากขึ้น สามารถสร้าง content ของเว็บไซต์ขึ้นมาได้เองหรือสามารถ tag content ของเว็บไซต์ เช่น  Flickr, Youtube, Wiki
  2. RIA (Rich Internet Application) มีส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (user interface) ที่ดียิ่งขึ้น (views) ทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ใช้ง่าย (experience) และการมีการสื่อสาร มีปฎิสัมพันธ์ (interactivity) เน้นการนำเสนอในแบบภาพมากกว่าตัวอักษร เช่น คุณสมบัติ drag & drop ซึ่งใช้กับใน desktop application ทั่วๆไป ก็สามารถใช้ได้บนเว็บเช่นกัน โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการสร้าง RIA เช่น Flash
  3. การผสมผสาน ความสามารถหรือข้อมูลของเว็บใดเว็บหนึ่งมาใช้ร่วมในการจัดทำเว็บเพจ (mash-up) เช่น RSS, Google maps,  Lobo(Chat)
  4. Tim O’Reilly ได้แสดงตัวอย่างของระดับของ Web 2.0 ออกเป็นสี่ระดับ ดังนี้
  5. ระดับ 3 – ระดับของการใช้งานจากผู้ใช้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นลักษณะของการสื่อสารของมนุษย์ภายใต้เว็บไซต์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น Wikipedia Skype E-bay Craigslist
  6. ระดับ 2 – ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อนำมาใช้งานออนไลน์ นั้น จะมีประโยชน์มากขึ้นจากการเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน เช่น Flickr การใช้งานเชื่อมโยงระหว่างภาพ และเช่นเดียวกันระหว่างผู้ใช้งาน
  7. ระดับ 1 – ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แต่มีความสามารถเพิ่มขึ้นมีนำมาใช้งานออนไลน์ ตัวอย่างเช่น Google Docs และ iTunes
  8. ระดับ 0 – ระดับที่สามารถใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น Mapquest และ Google Maps
  9. โดยลักษณะที่เด่นชัดของ Web 2.0 นั้น จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาและการโต้ตอบระหว่างผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน แทนที่จากระบบเว็บแบบเก่า ที่เป็นลักษณะของการให้บริการอ่านอย่างเดียว โดยรวมไปถึงการรวดเร็ว และการง่ายดายของการส่งข้อมูล แทนที่แบบเก่าที่ต้องจัดการผ่านเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งบล็อกและเว็บที่ให้บริการอัปโหลดภาพถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างของ Web 2.0 ที่ให้เห็นได้ทั่วไป ที่มีการให้บริการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการใช้งานที่ง่าย โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์แต่อย่างใด เห็นได้ว่าลักษณะของ Web 2.0 นั้นก่อให้เกิดการสร้างเนื้อหา ที่รวดเร็ว และมีการแบ่งปันข้อมูลที่ง่ายขึ้น โดยลักษณะของเว็บเปลี่ยนจากทางเน้นหนักทางด้านเทคนิค ไปในด้านข้อมูลข่าวสารแทนที่ และก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านธุรกิจต่อมา

Perception of Library 2005

การใช้ห้องสมุด

96% เคยใช้อย่างน้อย 1 ครั้ง

51% เคยใช้ Instant Messaging

30% ไม่เคยทราบว่ามีบริการ
ฐานข้อมูลออนไลน์

สาเหตุที่ไม่เคยใช้เว็บไซต์ห้องสมุด

        1. ไม่ทราบว่ามีการจัดทำ

        2. เว็บไซต์อื่นให้ข้อเท็จจริงที่ดีกว่า

        3. หาเว็บไซต์ไม่พบ

Editorial, Lawrence (KS) Journal World 10/06

  • Libraries are inefficient    ไร้ประสิทธิภาพ
  • Libraries are limited          มีข้อจำกัด วัฒนธรรม นโยบาย
  • Libraries are obsolete        หมดสมัย

Lib 2.0 และ องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ

  1. มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง  ผู้ใช้ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาเนื้อหาและบริการให้สอดคล้องตามความต้องการของผู้ใช้
  2. จัดให้มีการใช้ทรัพยากรในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ และสื่อเสียง ทั้งนี้ในอนาคตห้องสมุดแบบกายภาพจะลดลง และห้องสมุดเสมือนจะมีบทบาทมาก
  3. สร้างสังคมการสื่อสาร จัดให้มีการสื่อสาร 2 ทางระหว่างผู้ใช้ และผู้ใช้ และ ผู้ใช้กับผู้บริการ ทั้งการสื่อสารทางเดียว (asynchronous) เช่น wikis และ การมีปฎิสัมพันธ์ (synchronous) เช่น IM
  4. การสร้างสรรค์สังคม  ห้องสมุดเป็นสถาบันบริการสาธารณะ จึงต้องมีความเข้าใจสภาพการปรับเปลี่ยนของสังคมที่ให้บริการ แต่ไม่ใช่บรรณารักษ์เท่านั้น ผู้ใช้จะต้องมีส่วนร่วมด้วยในการปรับเปลี่ยน โดยต้องคำนึงต่อสังคมส่วนรวม พร้อมๆ กับความต้องการส่วนบุคคล

 

 

Web/Library 2.0

เป็นรูปแบบใหม่ของบริการห้องสมุด

  • เป็นเว็บแห่งการมีส่วนร่วม
  • มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างมีวัตถุประสงค์และต่อเนื่อง
  • ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมกับการให้บริการของห้องสมุดผ่านระบบห้องสมุดอัตโนมัติ เช่น User Comment, Tag และ Rating Feed User-created Content

OPAC 2.0

        ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมกับการให้บริการของห้องสมุดผ่านระบบห้องสมุดอัตโนมัติ เช่น User Comment, Tag และ Rating Feed User-created Content

การพัฒนาบุคลากรในการใช้ Web 2.0

  1. Start a library blog (เริ่มจากการมีบล็อกห้องสมุดเสียก่อน) เพราะว่าการทำบล็อกถือเป็นการแชร์ความรู้ แชร์ความคิด นอกจากนี้ยังสามารถสร้างชุมชนหย่อมๆ ได้อีกด้วย และขั้นตอนในการสร้าง หรือสมัครบล็อกทำได้ง่ายกว่าวิธีอื่น
  2. Create an Emerging Technology Committee ตั้งกลุ่มคณะกรรมการด้านเทคโนโลยีในห้องสมุด เพื่อที่จะได้มีกลุ่มคนที่เชียวชาญด้านเทคโนโลยีคอยแนะนำในการทำงานด้านต่างๆ โดยทั่วไปก็อาจจะดึงงานที่เกี่ยวข้องมาเป็นคณะกรรมการก็ได้ เช่น ส่วนงานไอที ส่วนงานพัฒนาระบบห้องสมุด ส่วนงานโสตฯ ฯลฯ
  3. Train staff to use an RSS aggregator จัดฝึกอบรม และให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการใช้ RSS
    Experiment and use 2.0 Tools  รู้จักเครื่องมือ และหัดใช้งานเว็บไซต์ 2.0 ทั้งหลาย เช่น wikipedia, youtube, slideshare,…..เมื่อบรรณารักษ์เกิดความเคยชินแล้วการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในห้องสมุดก็จะเป็นการง่าย

Implement IM reference การนำระบบ IM (Instant Messenger) มาใช้ในห้องสมุด อ่านบทความเรื่อง

Blog – Explicit Knowledge

  • สมุดบันทึกของแต่ละบุคคล
  • เว็บไซต์เพื่อเขียนบันทึกเล่าเรื่องราว
  • เรียงไล่ลำดับย้อนหลังตามวันเวลาการเขียนไปเรื่อยๆ
  • มักจะมีการลิงค์ในเนื้อหา หรือ รวมลิงค์
  • แยกแยะเป็นกลุ่มๆ ตามหัวข้อหลักที่ผู้เขียนสร้างขึ้น
  • มีการเสนอความคิดเห็นต่างๆ เพิ่มเติม

                ช่องทางให้ผู้ใช้บริการที่มีความสนใจเรื่องเดียวกัน (Community) สามารถติดต่อ เผยแพร่และแบ่งปันความรู้ระหว่างกันได้

  • RSS มีวิธีการกระจายข่าวสารโดยกำหนดให้ผู้ที่ต้องการจะกระจายข่าวสารทำการสร้าง RSS Feed ซึ่งเป็นไฟล์ที่อยู่ในรูปแบบของ XML ขึ้นมาไว้บนเซิร์ฟเวอร์ และนำลิงค์ของไฟล์นั้นแจกจ่ายให้กับผู้ที่ต้องการติดตามข่าวสารจากผู้กระจายข่าวสาร ขั้นตอนถัดมาผู้ที่ต้องการจะติดตามข่าวสารจะต้องทำการสมัครหรือลงทะเบียนกับ RSS Feed นั้นๆ โดยใช้ RSS Reader ซึ่งจะเป็นตัวดึงข่าวสารจากต้นทางหรือผู้กระจายข่าวสารแล้วส่งไปยังปลายทางหรือผู้ติดตามข่าวสารเป็นระยะๆ โดยที่ผู้ติดตามข่าวสารไม่จำเป็นจะต้องทำการตรวจสอบจากหน้าเว็บไซต์ด้วยตนเองเพียงเพื่อต้องการจะทราบว่ามีข้อมูลใหม่ๆหรือข่าวสารใหม่ๆหรือไม่
  • ติดตามข่าวทันเหตุการณ์

Podcasting

   การบันทึกเสียงหรือการนำไฟล์เสียงขึ้นไปเก็บบนเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้สนใจดาวน์โหลดมาฟัง 

Social  Networking

Social Network  คือ  บริการผ่านเว็บไซต์ที่เป็นจุดโยงระหว่างบุคคลแต่ละคนที่มีเครือข่ายสังคมของตัวเองผ่านเน็ตเวิร์คอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเชื่อมโยงบริการต่างๆ อย่าง Mail, Massager, Webbord, blog ฯลฯ เข้าด้วยกัน 

เอาเทคโนโลยีเดิมมาจับประเด็นสังคมที่ทุกคนมีกลุ่มทางสังคม  เพราะแต่ละคนทุกวันนี้ มีกลุ่มทางสังคมที่ซับซ้อนมาก (กลุ่มเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท, เพื่อนสมัย ม.ปลาย ฯลฯ)  กลุ่มที่มีความสนใจร่วมกันทำอะไรเหมือนๆ กัน ที่พร้อมจะจับกลุ่มรวมตัวกันทำให้เกิดเป็น Social Network

Yahoo! Messenger, Google Talk, MySpace, Facebook, Hi 5, Twitter, Windows Live Messenger

Social Networking Sites

  • aSmallWorld
  • Bebo (AOL)
  • Boomj
  • Classmates
  • Cyworld
  • Facebook
  • Flickr
  • Friendster
  • hi5
  • LinkedIn
  • Mixi
  • MySpace
  • orkut
  • Ning
  • Twitter
  • Y! Mash
  • Youtube

Twitter

Twitter คือเว็บไซต์ที่ให้บริการ Micro-Blog ซึ่งสามารถให้เจ้าของเว็บส่งข้อความของตนเองให้กลุ่มผู้ติดตาม (follower) twitter ไม่เกิน 140 ตัวอักษร และสามารถอ่านข้อความของกลุ่มหรือผู้ที่ต้องการติดตามอยู่ได้  twitter และทุกครั้งที่ลงข้อความจะมีการส่งไปยังกลุ่มอัตโนมัติ

                มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เขียน สามารถอัพเดทข้อความ (Tweet) ได้ง่าย และจากที่ไหนก็ได้ เช่น จากเว็บไซต์ บนโปรแกรมที่ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์  โทรศัพท์มือถือ

What is a wiki?

                วิกิ หรือ วิกี้ (wiki) คือลักษณะของเว็บไซต์แบบหนึ่งที่อนุญาต ให้ผู้ใช้ เพิ่มและแก้ไขเนื้อหาได้โดยง่าย ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนเพื่อแก้ไข ด้วยความง่ายในการแก้ไขและโต้ตอบ วิกิเว็บไซต์มักจะถูกนำมาใช้ในการร่วมเขียนบทความ

  • ระบบจัดการเนื้อหา (Content management system)
  • การจัดทำ พัฒนาเนื้อหาทำได้โดยสะดวก และไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน
  • ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในพัฒนาเนื้อหา
  • Wikis เป็นเพียงหน้าที่ว่างเปล่าเมื่อเริ่มต้น
  • เอกสารที่ปรากฏใน WiKi จัดทำเป็น Hyperlinks
  • ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ และทุกคนสามารถเข้าแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาได้
  • จัดทำเป็นฐานข้อมูล

องค์ประกอบของ Wiki (Wiki Component)

  • สามารถแก้ไขได้ http://www.libsuccess.org/
  • มีพื้นที่ใช้สำหรับแสดงความคิดเห็น (Discussion area )ในแต่ละเรื่อง
  • แสดงรายการเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ปรากฏในแต่ละเรื่อง (version control)
  • แสดงรายการที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทุกเรื่อง

Social Bookmarking

Social tagging applications  Delicious  Tagging, and tag clouds

  • เก็บและแบ่งปัน (store and share)
  • รวมแหล่งนิยม (A collection of favorites-yours and everyone else’s )
  • สามารถเข้าถึงจากที่ใดก็ได้ (Access from anywhere )
  • จัดการโดยกำหนดคำอิสระ (Organize with TAGS-your own keywords )

Social Bookmarking

  • การเก็บเว็บเพื่อใช้ (Social Bookmarking)  การคั่นหน้าแบบรวมกลุ่ม
  • บริการบนเว็บไซต์ที่จัดเก็บเว็บและเผยแพร่เป็นสาธารณะอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์
  • มีการจัดเก็บ แบ่งหมวดหมู่  และค้นหาลิงก์ด้วยเทคนิค Floksonomy บนอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ต

โปรแกรมโลกเสมือนสามมิติ  (3D Virtual World)

  • โปรแกรมสร้างสังคมโลกเสมือนจริงที่คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ขึ้นมา และเข้าไปดำเนินชีวิตในชุมชนออนไลน์แบบกราฟิกสามมิติ บนอินเทอร์เน็ต  สามารถ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เหมือนกับอยู่ในโลกจริง เช่น เข้าเรียนในโรงเรียน มหาวิทยาลัย  การดำเนินธุรกิจ การค้าขาย การธนาคาร หรือกิจกรรมทางสังคม เช่น การแต่งงาน การจัดพิธีทางศาสนา โปรแกรมสร้างโลกเสมือนสามมิติ มีข้อแตกต่างจากเกม เช่น World of Warcraft หรือ Zim City  คือ ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาเองได้ เช่น อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ เสื้อผ้า มีสกุลเงินใช้เอง มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน และเป็นที่ยอมรับในการเป็นตัวตน และเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมายของโลกจริงตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Right)  เช่น  ในรัฐ โอ๊คคาโฮม่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ระบุให้มีการโอนทรัพย์สินเสมือน (Virtual Property) ในพินัยกรรมได้ 

Virtual Reality

  • ความเป็นจริงเสมือน หรือ เวอร์ชวลเรียลลิตี (virtual reality) หรือย่อว่า วีอาร์ (VR) เป็นสภาพแวดล้อมที่จำลองโดยคอมพิวเตอร์ สภาพแวดล้อมในความเป็นจริงเสมือนส่วนมากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สิ่งที่เกี่ยวกับการมองเห็น แสดงทั้งบนจอคอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์แสดงผลสามมิติ     แต่การจำลองบางอันยังรวมไปถึงข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสด้วย เช่น เสียงจากลำโพงหรือหูฟัง เป็นต้น

สรุป

Web/Library 2.0 เป็นรูปแบบใหม่ของบริการห้องสมุดกล่าวคือ

  • เป็นเว็บแห่งการมีส่วนร่วม
  • มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีวัตถุประสงค์และต่อเนื่อง
  • ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมกับการให้บริการของห้องสมุดผ่านระบบห้องสมุดอัตโนมัติ เช่น User Comment, Tag และ Rating Feed User-created Content

Web/Library 2.0 เป็นรูปแบบใหม่ของบริการห้องสมุดกล่าวคือ

  • เป็นเว็บแห่งการมีส่วนร่วม
  • มุ่งเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีวัตถุประสงค์และต่อเนื่อง
  • ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมกับการให้บริการของห้องสมุดผ่านระบบห้องสมุดอัตโนมัติ เช่น User Comment, Tag และ Rating Feed User-created Content
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: